วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

จากอ่าวปัตตานี ถึงผืนป่ามรดกโลก

 

จากอ่าวปัตตานี ถึงผืนป่ามรดกโลก

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:23:10 น.

Share




 

สัปดาห์ก่อน ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปอ่าวปัตตานีเพื่อเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน สัปดาห์ถัดมาได้ไปร่วมกิจกรรม "ธรรมยาตราผืนป่ามรดกโลก" ในการเดินรอบป่ามรดกโลก 5 แห่งคือ เขาใหญ่ ทับลาน ปางสีดา ตาพระยา และดงใหญ่ เป็นระยะทาง 760 กิโลเมตร เพื่อศึกษาสถานการณ์สิ่งแวดล้อมรอบป่าดังกล่าว


ในกรณีแรกผู้เขียนไปที่ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ส่วนกรณีหลังผู้เขียนไปร่วมเดินอยู่ 2 วันที่ป่าทับลาน ช่วงอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา


แม้จะเป็น 2 พื้นที่ ใน 2 ภูมิภาคที่ห่างไกลกัน แต่ก็ได้เห็นประเด็นบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน


ที่อ่าวปัตตานี พี่น้องประมงโดยการนำของ "สมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี" ได้ร่วมกันฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลปัตตานีให้กลับคืนมา หลังจากที่ทะเลถูกทำลายราบคาบจากเรืออวนรุนขนาดใหญ่


พ.ร.บ.ประมง 2490 ห้ามเรือขนาดใหญ่เข้าจับปลาในเขต 3,000 เมตรจากชายฝั่งทั่วประเทศ เพื่อกันเขตนี้ให้ประมงพื้นบ้านได้ทำกินโดยใช้เครื่องมือเล็กๆ จับสัตว์น้ำเฉพาะอย่างในปริมาณที่ไม่มากนัก ทะเลชายฝั่งซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์เล็กจึงฟื้นฟูตัวเองได้ทัน


แต่เรืออวนรุนก็มักลักลอบเข้าไปจับสัตว์เล็กๆ ในเขต 3,000 เมตร เปรียบเสมือนรถแทรกเตอร์ไถพื้นทะเลจนราบเป็นหน้ากลอง ทำให้ปลาใหญ่ ปลาเล็ก ปะการัง หญ้าทะเล ในเขตชายฝั่งพินาศไปต่อหน้าต่อตา ชาวบ้านหมดหนทางทำประมงที่เป็นอาชีพดั้งเดิม ต้องเปลี่ยนไปรับจ้าง ไม่ก็ข้ามไปทำงานในมาเลเซีย ครัวเรือนและชุมชนแตกเป็นเสี่ยงๆ


แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ ค่อยๆ ใช้กิจกรรมหลากหลายในการรวมพลังชุมชนเพื่อต่อกรกับเรืออวนรุนที่มีนักการเมืองระดับชาติและนายทุนเป็นเจ้าของ จนชาวบ้านได้ชัยชนะ เรืออวนรุนกว่า 400 ลำไม่สามารถหาปลาในเขตทะเลปัตตานีได้อีกต่อไป


กลยุทธ์หนึ่งที่ชาวบ้านทำคือการสร้าง "ซั้ง" หรือปะการังเทียมในอ่าวปัตตานีเพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์เล็กๆ


ซั้งทำจากไม้ไผ่ถ่วงด้วยถุงทราย ล้วนเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น แล้วช่วยกันเอาไปปักสุมในทะเลตามจุดที่ชาวบ้านช่วยกันกำหนดขึ้น ปีหน้าพอซั้งพังก็ต้องร่วมมือกันทำขึ้นใหม่


การได้มาซึ่งซั้งแต่ละจุด ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน ไม่มีทางทำสำเร็จได้โดยลำพัง ต่างจากปะการังเทียมสำเร็จรูปที่หน่วยงานมักเอาไปจมลงทะเล โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมใดๆ มิหนำซ้ำบางทียังเอาไปจมในจุดที่ชาวบ้านใช้วางอวนเสียอีก


ซั้งจึงเป็นกลยุทธ์ที่ล่อทั้งปลาและล่อทั้งคนให้มา "รวมกัน"


เมื่อชาวบ้านรวมตัวกันติดก็เริ่มต่อสู้ในเชิงกฎระเบียบ พ.ร.บ.ประมงที่ห้ามเรือขนาดใหญ่ทำประมงในเขต 3,000 เมตรจากชายฝั่ง แต่ก็มีการฝ่าฝืนเพราะดูไม่ออกว่าอยู่ในหรือนอกเขต 3,000 เมตรนั้น ชาวประมงปัตตานีก็ผลักดันจนเกิดประกาศกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ.2546 ห้ามใช้อวนรุนประกอบเรือยนต์ทำการประมงในท้องที่ปัตตานีโดยเด็ดขาด

 

ทุกวันนี้ชาวบ้านกับราชการตั้ง "กองทุนน้ำมัน" ออกเรือลาดตระเวนทะเลด้วยกัน หากจับเรืออวนรุนได้ก็ส่งดำเนินคดี อัยการและศาลซึ่งเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของทะเลชายฝั่ง และเห็นว่าเรืออวนรุนแต่ละลำล้วนทำผิดซ้ำซาก จึงบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ แทนที่จะปรับ 4,000 บาทต่อรายแล้วปล่อยตัวไป ศาลท่านก็สั่งริบเรือราคาหลายสิบล้านด้วย


ทะเลปัตตานีจึงกลายเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ปลอดเรืออวนรุนเข้าไปทำมาหากิน ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลกลับคืนมา สมาชิกในชุมชนกลับบ้านไปทำประมง มีรายได้จากการทำประมงพื้นบ้าน ไม่รวย แต่พึ่งตัวเองได้ เข้มแข็ง ภาคภูมิ และสุขใจ


ป่าชายเลนของอ่าวปัตตานีนั้นใหญ่โตอุดมสมบูรณ์มาก หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวพยายามผลักดันให้ชาวบ้านจัดเรือพานักท่องเที่ยวเข้าไปดู แต่ชาวบ้านปรึกษาหารือกันแล้วขอปฏิเสธ อยากเก็บผืนป่านี้ไว้ให้ "unseen" ต่อไป


ขณะที่ "แนวร่วม" ที่เคยไม่ไว้วางใจสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีจนถึงขนาดเผาที่ทำการทิ้งมาแล้วเพราะเห็นว่าสมาคมฯ ไปติดต่อคบหากับหน่วยราชการต่างๆ ทว่าตอนหลังก็มีความเข้าใจเพราะเห็นว่าชาวบ้านกลุ่มนี้และสมาคมฯ ทำเพื่ออนุรักษ์ท้องทะเล เพื่อประโยชน์ของชาวชุมชนโดยแท้


จากอ่าวปัตตานี สัปดาห์ถัดมาผู้เขียนได้ไปร่วมธรรมยาตราที่เสิงสาง


ขบวนธรรมยาตราเริ่มเดินจากเขาใหญ่เมื่อ 9 ธันวาคม 2554 และจะสิ้นสุดการเดินทางในปลายเดือนมกราคม 2555 (หารายละเอียดจากเครือข่ายออนไลน์ได้จากคำว่า "ธรรมยาตรา ผืนป่ามรดกโลก")


ก่อนที่ผู้เขียนจะไปร่วมเดิน คณะฯ ได้เดินเท้าผ่านเขาใหญ่ วังน้ำเขียว ครบุรี และเสิงสาง ช่วงเขาใหญ่และวังน้ำเขียว คณะธรรมยาตราฯ ได้เห็นปัญหาบ้านพักตากอากาศและรีสอร์ตเอกชนบุกรุกป่า และการขยายถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย (สาย 304) ที่แยกผืนป่าเขาใหญ่และทับลานออกจากกัน พอข้ามไปเขตครบุรี และเสิงสาง ได้พบการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่โตมโหฬาร ชนิดที่เดินเท้าวันแล้ววันเล่าก็ยังไปไม่พ้นเขตไร่มันเสียที


ประเทศไทยใช้พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังราว 7.5 ล้านไร่ ปลูกอยู่ในอีสาน 4 ล้านไร่ (ขณะที่ประเทศไทยมีป่า 99 ล้านไร่ หรือร้อยละ 30 ของประเทศ)


เมืองไทยส่งออกมันสำปะหลังปีละ 22 ล้านตัน มาจากอีสาน 11 ล้านตัน มูลค่าส่งออกรวมกว่า 2 พันล้านเหรียญ (ขณะที่ปี 2550 ส่งออก 1.4 พันล้านเหรียญ)


ทั่วโลกส่งออกมันสำปะหลัง 224 ล้านตัน 10 ประเทศที่ส่งออกมันมากที่สุดคือ ไนจีเรีย บราซิล ไทย อินโดนีเซีย คองโก กานา เวียดนาม แองโกลา อินเดีย และโมซัมบิก


มันสำปะหลังมักจะนำไปแปรรูป เช่น ทำแป้งเพื่อใช้ทำอาหาร (ขนมปัง บะหมี่ ไส้กรอก ลูกกวาด ฯลฯ) หรือเอาไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหารมนุษย์อีกทีหนึ่ง


ขณะที่เราใช้ผืนป่ามหาศาลปลูกมันเพื่อเลี้ยงคนทั้งโลก ทำให้มีบางคนเหลือกินเหลือใช้ แต่ก็มีทารกทั่วโลกตายด้วยโรคที่ป้องกันได้และอดอาหารตายปีละ 14 ล้านคน


ผืนป่าถูกทำลาย เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งอ้วนท้วนร่ำรวย แต่อีกฝ่ายไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรและแหล่งอาหารจนต้องอดตาย สังเกตดูประเทศที่ส่งออกมัน ล้วนยากจนทั้งสิ้น


ย้อนกลับไปที่ธรรมยาตราฯ ตลอดเส้นทางเดินที่ผ่านมา ชาวบ้านหรือแม้แต่นักเรียนแถบนั้นแทบไม่รู้เห็นกับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของป่า 3.8 ล้านไร่ ทั้ง 5 แห่ง เมื่อปี 2548 บางคนเคยได้ยิน "ป่ามรดกโลก" แต่ก็ไม่เคยถูกบอกให้เห็นถึงความสำคัญ หรือไม่รู้ว่าจะมีส่วนร่วมกับป่าข้างบ้านได้อย่างไร โรงเรียนไม่มีหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องป่า ผอ.ไม่อนุญาตให้คุณครูพานักเรียนเดินศึกษาป่า คนกับป่าไม่ถูกทำให้เชื่อมถึงกัน และคนทำลายป่า


ที่น่าสนใจคือ ชุมชนแถบนั้นมักเป็นผู้อพยพไปจากถิ่นอื่น เป็นชุมชนใหม่ การรวมตัวยังไม่เข้มแข็งนัก ขณะที่แรงผลักทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขาย ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ทำกินมากขึ้น ใช้เครื่องจักรมากขึ้น ใช้สารเคมีมากขึ้น กู้หนี้ยืมสินมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น แต่กลับพึ่งตัวเองได้น้อย สิ่งที่ปลูกไม่ได้กิน สิ่งที่ใช้กินต้องซื้อ


ที่อ่าวปัตตานี ผู้เขียนเห็นความสุขใจของชาวประมงพื้นบ้านที่พึ่งตัวเองได้ พออยู่พอกินท่ามกลางเสียงปืนเสียงระเบิด ซึ่งเป็นความรุนแรงทางตรง


ที่เขาใหญ่-ทับลาน แม้ปลอดเสียงปืนเสียงระเบิด แต่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและสังคม ความไม่เท่าเทียม สองมาตรฐาน ฯลฯ กำลังออกฤทธิ์อย่างเต็มที่

 

 

รุจน์ โกมลบุตร

 

 

คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

 

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325572115&grpid=&catid=02&subcatid=0207

บริการรับตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Grammar Proof Reading)




บริการรับตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Grammar Proof Reading) คิดอัตราค่าบริการรับตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยผู้ตรวจไวยากรณ์ชาวอังกฤษ (Native Speaker) ในอัตราถูกกว่าท้องตลาด หน้าละ 50-100 บาท โดยจะขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสารและความยากง่ายของเนื้อหา...สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับบริการรับตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ทางอีเมล์: hs4hnl@gmail.com หรือ ทางโทรศัพท์มือถือ 08-1261-0726 (ทศพนธ์) 


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วันที่ 20 ธันวาคม 2554 ณ บริเวณใต้สะพานปิ่นเกล้า ถนนพระอาทิตย์ หลังมหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ เวลา 14:00 น.

 เรียนเชิญร่วมงาน โครงการแจกเต็นท์ เพื่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ใต้สะพานปิ่นเกล้า

ที่ มอช 007/2554

วันที่  19 ธันวาคม 2554

เรื่อง       เรียนเชิญร่วมงาน โครงการแจกเต็นท์ เพื่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ใต้สะพานปิ่นเกล้า

เรียน       

   สิ่งที่ส่งมาด้วย                     เอกสารแนะนำกิจกรรม

                          ด้วยมูลนิธิอิสรชน ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ตามทะเบียนเลขที่ กท ๒๑๓๑ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนดำเนินงานกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์พัฒนาสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะอยากลำบากและด้อยโอกาสทางสังคมให้มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

                          สืบเนื่องจากการทำงานของมูลนิธิอิสรชน ที่มีเป้าหมายในการทำงานกับกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมาตั้งแต่ปี 2546 โดยแสวงหาทางเลือกให้กับ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมาที่มูลนิธิอิสรชนได้ทำการสำรวจจำนวนผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอย่างไม่เป็นทางการมาเป็นประจำทุกปี โดยพบว่าตัวเลขผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกปี และในปี 2554 นี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมและหลังจากน้ำลดพบว่ามีผู้ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น จากการหมดสิ้นเนื้อปะดาตัว และไม่รู้จะกลับไปสู่การฟื้นฟูที่บ้านตนเองอย่างไร จะจัดงานโครงการแจกเต็นท์เพื่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ณ บริเวณใต้สะพานปิ่นเกล้า ถนนพระอาทิตย์ หลังมหาวิยาลัยธรรมศาสตร์  เวลา 14:00 น.  



 

(นายนที  สรวารี)

เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน

ประสานงาน 086-687-0902 ,086-6282817  คุณอัจฉรา  สรวารี 
 

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กสทช.ปูพื้นฐานความรู้ค่ายวิทยุ-ทีวี ก่อนแจกใบอนุญาตปี 55

 


กสทช.ปูพื้นฐานความรู้ค่ายวิทยุ-ทีวี ก่อนแจกใบอนุญาตปี 55

 

กสทช.เร่งปูพื้นฐานความรู้ค่ายวิทยุและโทรทัศน์ ก่อนแจกใบอนุญาตช่วงไตรมาส 2-3 ปี 55 ระบุ อุตสาหกรรมวิทยุและโทรทัศน์มีมูลค่าตลาดรวม 6 หมื่นล้าน และมีผู้ประกอบการมากกว่า 1 หมื่นรายทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า การประชุมสร้างความเข้าใจทิศทางและแนวนโยบายการดำเนินงานของ กสท. ต่อผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์นั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการวิทยุและโทรทัศน์ เข้าใจการดำเนินการเมื่อการจัดตั้ง กสทช.แล้วเสร็จ ซึ่งต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ในบทเฉพาะกาลมาตรา 82 และ 83 ที่ผู้ประกอบการที่ใช้คลื่นความถี่ จะต้องรายงานให้ กสทช.รับทราบถึงการครอบครองและการใช้คลื่นดังกล่าว 

"กสท.ได้กำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานว่า ภายใน 6 เดือนข้างหน้า กรอบหลักเกณฑ์การให้รายงานการครอบครองและการใช้คลื่นแล้วเสร็จ หลังจากนั้น 3 เดือน ก็จะให้ผู้ประกอบการรายงานการใช้คลื่นความถี่ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศ และอีก 3 เดือนถัดไป ถ้าผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อม ก็จะแจกใบอนุญาตประกอบกิจการให้ภายในไตรมาส 3 ปี 2555 ส่วน
ผู้ประกอบการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ เช่น เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ก็จะเริ่มทยอยแจกใบอนุญาตได้ภายไตรมาส 2 ปี 2555"

พ.อ.นที กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมวิทยุและโทรทัศน์ มีมูลค่าตลาดรวม 60,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการมากกว่า 10,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งมีตั้งแต่รายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจร่วมกันระหว่าง กสทช.กับผู้ประกอบการ ที่จะสร้างหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อมิให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันในอนาคต 

ด้าน พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า กรรมการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.จะจัดประชุมสัมมนาเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไร ภายใต้บทเฉพาะกาลมาตรา 82 และ 83 ของ พ.ร.บ.กสทช. เพราะผู้ประกอบการก็ต้องการความชัดเจนจาก กสทช. โดยจะได้เดินทางไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการทุกรายในประเทศ โดยเริ่มที่กรุงเทพฯก่อน หลังจากนั้นจะเดินทางไปภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ คาดว่าภายในเดือน ม.ค. 2555 จะสามารถทำความเข้าใจได้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

ขณะที่นายสุระ เกนทะนะศีล รักษาการกรรมการผู้อำนวยใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อสมท. ได้เตรียมพร้อมรับมือ เมื่อมี กสทช.มาโดยตลอด โดยสิ่งที่ยังกังวลคือ คลื่นวิทยุที่มีอยู่ 62 สถานีนั้น อสมท.ก็ยังชี้แจงว่า มีเหตุผลที่ยังคงต้องใช้งานต่อไป แต่หากต้องคืน ก็อาจคืนเพียง 1 ใน 4 ของคลื่นที่ใช้งานอยู่ หรือเพียง 10 แห่งเท่านั้น ซึ่งจะเป็นคลื่นที่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้ อสมท. แต่คลื่นใดที่สร้างรายได้ให้ อสมท. ทาง อสมท. ก็ต้องชี้แจงความจำเป็นของการใช้คลื่นนั้นต่อไป

Tweet

 
 
ที่มา : www.thairath.co.th
วันที่ 13 Dec 2011 - 18:00

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การผลักดันการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน



จาก: somboon srikomdokcare <wept_somboon@hotmail.com>
วันที่: 13 ธันวาคม 2554, 23:01



Subject: ข่าวด่วนค่ะ
Date: Tue, 13 Dec 2011 21:26:47 +0700

ถ้าได้รับอีเมลนี้ต้องขอภัยนะคะ และขอความกรุณาส่งต่อด้วยค่ะ
ขอขอบพระคุณอย่างสูง
สมบุญ สีคำดอกแค
 

 
 
ด่วนมาก !
 
 
ขอส่งข่าว
 
เรื่องการผลักดันการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน   ขอแรงสนับสนุนการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสถาบันฯของผู้ใช้แรงงานที่มีระยะเวลาเดินทางมายาวนานถึง 19 ปี.....ย้อนหาความจริงใจจากภาครัฐและนักการเมือง.....จะยอมให้การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องสังเวยด้วย แขน ขา สุขภาพกาย ใจ.. .และชีวิตของผู้ใช้แรงงาน อีกต่อไปหรือกับสถาบันฯที่ทำหน้าที่ วิชาการอย่างเดียวหรือ ?.....แค่ขอให้มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์.....กับการสรรหา...ทำไมถึงทำไม่ได้...กลัวอะไร..???
 
ขอท่านอ่านในเอกสารแนบที่ส่งมาให้แล้วคือ
1.รายงานการประชุมคณะทำงานหารือวันนี้ 13ธค54
2.ร่างพระราชบัญญัติของผู้ใช้แรงงานและภาคประชาชน
3.ร่างที่ผ่าน คปอ.คือ ร่างที่มีข้อขัดแย้ง
4.ตารางเปรียบเทียบ
 
 
เราต้องช่วยกันนะคะให้เวทีประชาพิจารณ์องค์กรปฎิรูปกฏหมายต้องเป็นเจ้าภาพไม่ใช่กระทรวงแรงงาน และพวกเราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีประชาพิจารณ์ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้
 
 
มีข้อสงสัยสอบถามตรงที่
คุณสมบุญ สีคำดอกแค
โทรศัพท์ 081-81328-98
อีเมล wept_somboon@hotmail.com
เวฟไซด์   www.wept.org
 

 

From: mo_mongkun@hotmail.com
To: wept_somboon@hotmail.com
Subject:
Date: Tue, 13 Dec 2011 19:54:40 +0700





ลมเอย (ทวิภพ) - ขิม





http://aomjai.blogspot.com

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลุยไม่รู้โรย(13 ก.ค.54)


หากภาพที่สวยงามเกิดจากการแต่งแต้มสีสันด้วยพู่กัน ชีวิตที่สวยงามก็คงเกิดจากการแต่งแต้มด้วยความสุข และรอยยิ้มให้กับผู้คน พบกับเรื่องราวและแนวความคิดของคุณลุงสุภักดิ์ และพลังในการสร้างความสุขให้กับผู้คนด้วยพู่กัน ในรายการลุยไม่รู้โรย ตอน ความสุขบนปลายพู่กัน วันอังคารที่ 13 ธันวาคมนี้ เวลา 05.30 น. ทางไทยพีบีเอส